การเปิดตัวอย่างเป็นทางการของวินฟาสต์ ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเวียดนาม ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ (BIMS) 2024 ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากทั้งสื่อมวลชน และผู้บริโภคชาวไทย ด้วยความมุ่งมั่น และเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายอันแข็งแกร่ง วินฟาสต์พร้อมที่จะร่วมขับเคลื่อนวงการรถยนต์ไฟฟ้าของไทย และก้าวสู่ความเป็นผู้นำในในตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วแห่งนี้

Ms. Vu Dang Yen Hang (ฮานา วู) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร วินฟาสต์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่การเปิดตัวแบรนด์วินฟาสต์ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2024 ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากสื่อมวลชน และผู้บริโภคชาวไทย ในงานนี้ เรายังประสบความสำเร็จในการลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง (LOI) กับตัวแทนจำหน่ายชั้นนำของไทย 15 ราย ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่เสริมสร้างแรงดึงดูดและศักยภาพให้กับวินฟาสต์ในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดรถยนต์ที่มีการแข่งขันสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

หนึ่งในข้อตกลงความร่วมมือระหว่างวินฟาสต์ และตัวแทนจำหน่ายที่ประกาศไว้คือ ความมุ่งมั่นที่จะวางแผนการขยายเครือข่ายธุรกิจอย่างรวดเร็ว โดยการเปิดโชว์รูม 22 แห่ง บนถนนสายหลักในกรุงเทพฯ และปริมณฑล (GBA) ซึ่งมีอัตราการใช้ยานพาหนะไฟฟ้าในระดับสูง และมีโครงสร้างพื้นฐานของสถานีชาร์จที่ได้รับการพัฒนาเป็นอย่างดี ซึ่งกลยุทธ์นี้จะช่วยผลักดันให้วินฟาสต์สามารถจัดแสดงรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับใช้งานในเมืองหลากหลายรุ่น และตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของทางเลือกในการเดินทางการที่ยั่งยืนในภูมิภาคนี้

ในโอกาสนี้ ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ในไทยได้แสดงความเชื่อมั่นว่าวินฟาสต์คือแบรนด์รถยนต์อันเปี่ยมด้วยองค์ประกอบที่สามารถสร้างความสำเร็จในตลาดรถยนต์ซึ่งมีการแข่งขันสูงของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายหลังการขายซึ่งเหนือกว่าคู่แข่งในตลาด ดีไซน์ที่ล้ำสมัย โดดเด่นชวนมอง ตลอดจนเทคโนโลยีที่มุ่งเน้นผู้ขับขี่เป็นหลัก

3 ปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จ
ผู้เชี่ยวชาญ และตัวแทนจำหน่ายชี้ให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญสามประการที่จะช่วยผลักดันให้วินฟาสต์ประสบความสำเร็จในประเทศไทย ประการแรก ตลาดของไทยเปิดรับผู้เล่นรายใหม่เสมอ จึงนับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับวินฟาสต์ในการสร้างรากฐานทางธุรกิจ ประการที่สอง วินฟาสต์มีกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้าคุณภาพสูงมีความหลากหลาย คัดสรรมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้รถชาวไทยในวงกว้าง และประการสุดท้าย วินฟาสต์มีนโยบายหลังการขายที่เหนือกว่า และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งได้ชัดเจน ด้วยการให้ความสำคัญกับความพึงพอใจของลูกค้ามากกว่าการสร้างจุดจัดจำหน่าย จึงน่าจะสามารถมัดใจกลุ่มผู้ใช้รถชาวไทยได้ในระยะยาว

ข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของวินฟาสต์จากสายตาดีลเลอร์ไทย
รถยนต์ไฟฟ้าวินฟาสต์ทุกคันมีนโยบายการรับประกันที่ครอบคลุมเป็นเวลา 7 – 10 ปีหรือ 160,000 – 200,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อน) นอกจากนี้ ยังมีการรับประกันแบตเตอรี่เป็นเวลา 8 – 10 ปีโดยไม่จำกัดระยะทาง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้รถได้อย่างอุ่นใจ

นายนธี กองเกตุใหญ่ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นทียูนิตี้ มอเตอร์ จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายวินฟาสต์ กล่าวว่า “นโยบายหลังการขายที่แข็งแกร่งนับเป็นจุดขายหลักสำหรับตัวแทนจำหน่ายเมื่อเทียบกับคู่แข่ง และจะเป็นแรงดึงดูดสำคัญสำหรับลูกค้าชาวไทย และผมมั่นใจว่าจะช่วยให้วินฟาสต์ประสบความสำเร็จในตลาดประเทศไทย”

ดีไซน์ เทคโนโลยี และคุณภาพที่เหนือใคร
หัวใจสำคัญของผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเวียดนามรายนี้อยู่ที่กลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้าคุณภาพสูงที่หลากหลาย
หลังจากได้ทดลองขับรถวินฟาสต์หลายรุ่น นายนทีแสดงความชื่นชมในคุณภาพผลิตภัณฑ์ “รถยนต์ทุกรุ่นของ วินฟาสต์มีการออกแบบที่สวยงาม ล้ำสมัย และผสานรวมเทคโนโลยีที่ให้ความสำคัญกับผู้ขับขี่ ผมชอบ VF 6, VF 7 และ VF 8 เป็นพิเศษ เพราะมีรูปลักษณ์ที่ปราดเปรียว ทันสมัย ทรงพลัง ขับขี่ง่าย และภายในห้องโดยสารหรูหรา ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่”

ขณะที่นายฉัตรชัย วณิชธนานันต์ ประธาน บริษัท เอ็มพอร์เรอร์ออโต้ จำกัด เสริมว่า “เรากำลังจะนัดประชุมกับผู้บริหารของวินฟาสต์ประเทศไทยเพื่อมองหาโอกาสในการร่วมเป็นพันธมิตร และเราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในอนาคตจะช่วยเปิดทางให้วินฟาสต์ได้รับความนิยมทั่วประเทศ”

“วินฟาสต์มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้ลูกค้าชาวไทยสามารถเข้าถึงการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านนโยบายบริการหลังการขายที่เหนือชั้น ปรัชญาธุกิจที่มุ่งลูกค้าเป็นศูนย์กลางของเราสะท้อนให้เห็นผ่านการสร้างเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายที่กว้างขวาง เพื่อให้บริการดูแลช่วยเหลือลูกค้าในระดับที่เหนือกว่ามาตรฐานของวงการในตลาดไทย นอกจากนั้น เรายังเตรียมเปิดตัวนวัตกรรมบริการด้านแบตเตอรี่ในรูปแบบสมาชิกสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในเร็วๆ นี้ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ถึงประสบการณ์การเป็นเจ้าของที่ยืดหยุ่นและไร้กังวล” มิส ฮานา วู กล่าวทิ้งท้าย