จิม ทอมป์สัน ฉลองครบรอบ 75 ปี จากจุดเริ่มต้นในฐานะผู้ผลักดันผ้าไหมไทยสู่เวทีโลก จนในปัจจุบันแบรนด์ได้ขยายธุรกิจครอบคลุมทั้งแฟชั่น สินค้าผ้าตกแต่งบ้าน ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงการสร้างประสบการณ์เชิงสร้างสรรค์ แสดงให้เห็นว่า “ผ้าไหมไทย” ไม่ได้เป็นแค่ผืนผ้าเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงคุณค่าที่คนทั่วโลกสามารถสัมผัสได้

แฟรงก์ แคนเซลโลนี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด แบรนด์ จิม ทอมป์สัน กล่าวว่า “จิม ทอมป์สัน เริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ที่เรียบง่ายและความหลงใหลในงานฝีมือ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แบรนด์มุ่งมั่นผลักดันผ้าไหมไทยให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก ในฐานะแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่สานต่อวัฒนธรรมด้วยความคิดสร้างสรรค์ เพื่อตอบโจทย์บริบทของโลกยุคใหม่”

ในโอกาสครบรอบ 75 ปีของจิม ทอมป์สัน ได้เปิดตัวโกลบอลแคมเปญด้วย Coffee Table Book (หนังสือภาพถ่ายสะสมที่ถ่ายทอดเรื่องราวของแบรนด์) เล่มแรก ในชื่อ “Jim Thompson : Beyond Silk, Beyond Thailand” ที่จัดทำร่วมกับ Assouline สำนักพิมพ์ลักชัวรีสัญชาติฝรั่งเศส เพื่อเล่าเส้นทางจากแบรนด์มรดกผ้าไหมไทยสู่แบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับโลก ที่ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ ดีไซน์สุดไอคอนิก และมุมมองร่วมสมัยในการก้าวสู่เวทีโลก หลังจากเปิดตัวครั้งแรกที่บูทีค Assouline Paris

นอกจากนี้ ยังมีแคมเปญเล่าเรื่องอย่างวิดีโอวิวัฒนาการที่ย้อนรำลึกเส้นทาง 75 ปีของจิม ทอมป์สัน ผ่านมุมมองของ “มือ” มือที่ทอผ้าไหม มือที่สร้างสรรค์งานดีไซน์ และมือที่ส่งต่อความรู้จากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่อยู่เบื้องหลังของแบรนด์และสะท้อนจิตวิญญาณของงานหัตศิลป์ที่สืบทอดมาโดยตลอด

อีกหนึ่งโปรเจกต์คือ “Jim and I: The Weaver’s Stories” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวเส้นทางชีวิตและอาชีพของจิม ทอมป์สันผ่าน 12 บุคคล เล่าผ่านคำถามว่า “เส้นด้ายแห่งความผูกพันระหว่างคุณกับจิม ทอมป์สัน เริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร” ซึ่งสะท้อนความสำเร็จของผู้อยู่เบื้องหลังตลอด 75 ปีที่ผ่านมา โดยนำเสนอผ่านภาพยนตร์สั้นและภาพพอร์เทรต

อีกไฮไลต์สำคัญคือ เตรียมเปิดตัวแคปซูลคอลเลกชันฉลอง 75 ปี ที่ได้แรงบันดาลใจจากลวดลายอาร์ไคฟ์และมรดกผ้าไหมไทย โดยจะเปิดตัวในเดือนมิถุนายนและตุลาคมปีนี้ ครอบคลุมทั้งสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์

หนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญของการฉลองครบรอบคือ การเปิดตัวโลโก้ “75th Anniversary” ที่ออกแบบเพื่อใช้ในการสื่อสารตลอดปี 2569 โดย “7” เป็นโทนขาวดำสื่อถึงผ้าไหมไทย และ “5” เป็นโทนสดใสสะท้อนการพัฒนาสู่การเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับโลก และเป็นสัญลักษณ์ของการต่อยอดมรดกและพัฒนาของจิม ทอมป์สัน

ตลอด 75 ปีที่ผ่านมา จิม ทอมป์สัน ประสบความสำเร็จในหลายด้านจากกการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักทั่วโลกผ่านการร่วมมือเชิงกลยุทธ์ทั้งในด้านท่องเที่ยว การบริการ และวัฒนธรรม อีกทั้งมีสโตร์รีเทลรวม 31 แห่งในเมืองหลักของไทย ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต สมุย กระบี่ และพัทยา นอกจากนี้ ยังมีแลนด์มาร์กสำคัญอย่าง จิม ทอมป์สัน เฮอริเทจ ควอเตอร์ รวมถึงไลฟ์สโตร์แห่งแรกที่ One Bangkok

หนึ่งในความสำเร็จของแบรนด์คือ ในปี 2566 ที่ทำให้จิม ทอมป์สัน เฮอริเทจ ควอเตอร์ กลายเป็นแลนด์มาร์กที่มอบประสบการณ์กิน-ดื่ม-เที่ยว-ช้อป ที่ผสานมรดกวัฒนธรรม ศิลปะ นิทรรศการ ร้านอาหาร และรีเทล ครบจบในที่เดียว

นอกจากนี้ ยังจับมือกับพันธมิตรอย่าง การบินไทย เพื่อนำเสนอ Amenity Kit และ Comfort Wear จากผ้าของจิม ทอมป์สันบนชั้นธุรกิจ ควบคู่กับการนำเสนอคอลเลกชันกับโรงแรม Four Seasons ได้แก่ ผ้าพันคอ กระเป๋า และเครื่องประดับ และร่วมมือกับ DTH Travel เพื่อรังสรรค์ประสบการณ์การเดินทางผ่านโครงการ The Blue Jasmine x Jim Thompson ที่ตกแต่งห้องโดยสารรถไฟด้วยผ้าตกแต่ง ไปจนถึงการสร้างไวรัลที่พาสินค้าแฟชั่นและผ้าตกแต่งไปโลดแล่นในซีรีส์สุดฮอตอย่าง The White Lotus Season 3

ในด้านแฟชั่น จิม ทอมป์สันได้เจาะฐานลูกค้าใหม่ๆ ผ่านแคมเปญ “Artists in Residence” ด้วยการคอลแลบกับศิลปินไทยอย่าง พิชฐญาณ์ โอสถเจริญผล, นักรบ มูลมานัส และโก๋เอ็ม เพื่อร่วมนำเสนอเอกลักษณ์ความเป็นไทยร่วมสมัยและถ่ายทอดศิลปะของตนผ่านคอลเลดชันสุดยูนีค อีกทั้งได้ Juli Baker and Summer, Lili Tae และ Pomme Chan มาร่วมครีเอต 3 คอลเลกชันผ้าพันคอผ้าไหมรุ่นลิมิเต็ดที่สะท้อนเรื่องราวของตัวเอง ในโปรเจกต์ Jim Thompson Artists-in-Residence 2025: Scarf Edition ควบคู่กับการเปิดตัวคอลเลกชันร่วมกับดีไซเนอร์ ศิลปิน และแบรนด์ต่างๆ อย่าง ASAVA, FitFlop, PAÑPURI, VVON, SUGUNNASIL, SARRAN, Zee NuNew, ชุมชนบ้านครัว และ Lisa Von Tang

ส่วนด้านสินค้าผ้าตกแต่ง จิม ทอมป์สันได้นำเสนอ Spring Collection ในงาน Paris Déco Off อย่างต่อเนื่อง และสามปีที่ผ่านมายังส่งมอบผ้าตกแต่งบ้านให้อีก 500 โปรเจกต์ใน 60 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมโรมแรม รีเทลหรู และที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์

หนึ่งในความร่วมมือที่โดดเด่นคือคอลเลกชันล่าสุดอย่าง “Wild” จากการร่วมมือกับ Bill Bensley สถาปนิก นักออกแบบ และเจ้าของสตูดิโอ BENSLEY ในกรุงเทพฯ และบาหลี ผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบรีสอร์ต โรงแรม และพระราชวังกว่า 200 แห่งใน 30 ประเทศทั่วโลก

และในปีนี้ ดาว-วิชดา สีตกะลิน ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ ได้เปิดตัวคอลเลกชัน Oriental Odyssey ที่นำลวดลายจากอาร์ไคฟ์มาตีความใหม่ เพื่อสานต่อหัตถศิลป์ด้วยแนวคิดจิม ทอมป์สัน

และอีกเสาหลักของแบรนด์อย่างธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ที่มี “ร้านอาหารไทย จิม ทอมป์สัน” เป็นร้านแฟลกชิป พร้อมกับร้านที่ตั้งอยู่ในจิม ทอมป์สัน เฮอริเทจ ควอเตอร์ ได้แก่ ร้าน Jim’s Terrace, The O.S.S Bar, The O.S.S room และ Silk Café นอกจากนี้ ยังมีร้าน Jim’s Terrace ที่ One Bangkok และ Silk Café ที่ ICONSIAM เป็นสาขาที่ 2

สำหรับปี 2569 จิม ทอมป์สัน ตั้งเป้าขยายสาขาเพิ่ม 3 แห่ง ได้แก่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ญี่ปุ่น และตะวันออกกลาง และทาร์เก็ตคือคนไทยและคนต่างชาติที่อาศัยในไทย เพื่อปรับมุมมองจากแบรนด์ของฝากที่อยากให้คนได้ลองเข้าร้านเพื่อเลือกเสื้อผ้าด้วยตัวเอง

และอีกหนึ่งเรื่องที่ จิม ทอมป์สันให้ความสำคัญคือ ความยั่งยืนในระยะยาว ทั้งในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยที่ผ่านมามีการรีไซเคิลขยะจากเส้นด้ายไหม แล้วนำมาสร้างผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ และยังร่วมมือกับมูลนิธิ “Save the Elephants” เพื่อช่วยเหลือช้าง รวมถึงช่วยสนับสนุนรายได้ 10% ให้กับองค์กร “Seven Clean Seas” จากการขายชุดว่ายน้ำ Aqua Silk และยังกำจัดขยะพลาสติกออกจากทะเลถึง 7 ตัน อีกทั้งยังสานต่อโปรเจกต์กับองค์กรผ่านกิจกรรมทำความสะอาดคลองในกรุงเทพฯ โดยจะเริ่มจากบริเวณจิม ทอมป์สัน เฮ้าส์ ในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้

จิม ทอมป์สัน สามารถก้าวสู่การเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับโลกได้ เพราะไม่ได้จำกัดเพียงการขาย “ผ้าไหมไทย” แต่สานต่อมรดกวัฒนธรรมสู่บริบทยุคใหม่ ควบคู่กับการร่วมมือกับศิลปิน ดีไซเนอร์ และพันธมิตรทำให้แบรนด์สามารถเชื่อมโยง “วัฒนธรรมไทย” กับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคได้อย่างมีเอกลักษณ์ จนกลายเป็นแบรนด์ไทยที่มีภาพลักษณ์โดดเด่นในระดับสากล