เมื่อแนวคิด Regenerative Beauty หรือความงามเชิงฟื้นฟูระดับเซลล์ กำลังกลายเป็นเมกะเทรนด์ของอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามทั่วโลก พร้อมเปลี่ยนพฤติกรรมและมุมมองผู้บริโภค จากเดิมที่มุ่งเน้นเพียงผลลัพธ์ความงามแบบเร่งด่วนในระยะสั้น สู่การให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยของสุขภาพผิวในระยะยาว และกลไกการทำงานภายในร่างกายมากขึ้น

ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ต้องการแค่ “ดูดีขึ้น” แต่ต้องการความงามที่สอดคล้องกับการดูแลตัวเองอย่างรอบด้าน ไม่สร้างภาระหรือความเสี่ยงต่อร่างกายในอนาคต ความงามในมุมมองใหม่นี้ จึงไม่ใช่การฝืนธรรมชาติหรือการเติมสารแปลกปลอมเพื่อปรับรูปลักษณ์อย่างเร่งด่วน แต่เป็นการใช้วิทยาศาสตร์ชีวภาพเข้ามากระตุ้นให้ผิวกลับมาทำงานได้ด้วยตัวเอง ผ่านกลไกชีววิทยาในระดับเซลล์ ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างและคุณภาพผิวอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง Wellness และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (preventive care) ที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในปัจจุบัน

หนึ่งในนวัตกรรมที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ คือ นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast Cell Therapy) พัฒนาโดย ทีมอาจารย์แพทย์จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และได้รับการสนับสนุนจาก สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล ในการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา การจดสิทธิบัตร และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชน ล่าสุด ทีมอาจารย์แพทย์นักวิจัยได้พัฒนานวัตกรรมไฟโบรบลาสต์เฟส 2 เป็นผลสำเร็จเรียบร้อยในเดือนธันวาคมปี 2568 ซึ่งความสำเร็จของการพัฒนานวัตกรรมดังกล่าว สะท้อนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตลอดจนบทบาทใหม่ของประเทศไทยบนเวทีอุตสาหกรรมความงามระดับภูมิภาค

การพัฒนานวัตกรรมดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของ ศ.ดร.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา หัวหน้าภาควิชาตจวิทยา สาขาวิชาตจศัลยศาสตร์ และ ศ.ดร.พญ.อุไรวรรณ พานิช หัวหน้าภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โดยใช้เวลากว่า 8 ปีของการวิจัยเชิงลึกและกระบวนการทดสอบ ก่อนจะได้รับการยอมรับในระดับสากล ผ่านการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ การได้รับรางวัลด้านนวัตกรรมทั้งในและต่างประเทศ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชนภายใต้การดูแลของ INT

ศ.ดร.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา กล่าวว่า “หัวใจของผิวหนังจริง ๆ อยู่ที่เซลล์ไฟโบรบลาสต์ ซึ่งเป็นเซลล์ในชั้นหนังแท้ที่ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจน อิลาสติน และไฮยาลูโรนิกแอซิด เมื่ออายุมากขึ้น เซลล์เหล่านี้จะทำงานลดลง หนังแท้บางลง ผิวจึงหย่อนคล้อยและเสื่อมสภาพ ขณะที่ครีมบำรุงทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงชั้นผิวนี้ได้ ทำให้ที่ผ่านมาเราต้องพึ่งพาการเติมเต็มจากภายนอก จากประสบการณ์การรักษาและการศึกษาเทคโนโลยีสุขภาพและความงาม ทำให้กลับมาตั้งคำถามว่า หากเราสามารถนำเซลล์เม็ดสีมาเพาะเลี้ยงเพื่อรักษาโรคด่างขาวได้ เหตุใดเราจะไม่สามารถนำเซลล์ไฟโบรบลาสต์มาเพาะเลี้ยง เพิ่มจำนวน และฉีดกลับเข้าไป เพื่อฟื้นฟูผิวให้กลับมาทำงานได้ดีขึ้นตามกลไกธรรมชาติ งานวิจัยนี้จึงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2555 และใช้เวลากว่า 8 ปีในการพัฒนา เพื่อให้ได้สูตรการเลี้ยงเซลล์ที่เหมาะสม ปลอดภัย และไม่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนมากเกินไปจนเกิดพังผืดหรือคีลอยด์ เป้าหมายไม่ใช่แค่ทำให้ผิวดูดีขึ้น แต่คือการฟื้นฟูผิวอย่างยั่งยืนจากระดับเซลล์”

โอกาสเศรษฐกิจ: งานวิจัยไทยกับบทบาทใหม่ของประเทศ

รายงานของ Fortune Business Insights ระบุว่า ตลาด Global Medical Aesthetics มีมูลค่าประมาณ 22.84 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 และคาดว่าจะเติบโตด้วยอัตราเฉลี่ย 13% ต่อปี ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามของไทยจะมีมูลค่าราว 76,500 ล้านบาทในปี 2025 โดยมีแรงหนุนจากสังคมผู้สูงอายุและตลาด Medical Tourism

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันที่รุนแรงทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ ทำให้นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ฝีมือคนไทยอาจกลายเป็น ตัวเปลี่ยนเกม ที่ไม่เพียงดึงผู้บริโภคไทยกลับมารับบริการในประเทศ แต่ยังมีศักยภาพในการดึงดูดผู้รับบริการจากอาเซียน เอเชีย และตลาดนานาชาติ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับประเทศไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยี สู่ ผู้สร้างนวัตกรรมความงามบนฐานวิทยาศาสตร์

นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์จึงไม่เพียงสะท้อนเทรนด์ความงามยุคใหม่ แต่ยังตอกย้ำบทบาทของนวัตกรรมในฐานะกลไกสำคัญในการสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม จากความร่วมมือของนักวิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชน อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลางนวัตกรรมความงามระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง